Dear BM friends, so many things have happened last weekend, we still haven’t had time to process it. Although we were not fully ready to open this month, we’d seen Bangkok Design Week as the perfect opportunity to have a trial run and present our “baby” to the world.
The task was overwhelming at times, but the reactions and the vibe created in those two days have by far exceeded all our expectations! People used words like – homey, lovely, good energy, relaxing, great sound – to describe their first impressions, and we are over the moon for it as that was exactly the vibe we wanted to create.
Our walls are still bare and our menu is very limited for now, but we’ve got the two most important ingredients for our bar to get it’s “mojo working” – great music and fabulous crowd! There are so many people to thank for helping us in making this happen, before all Charoen43 for giving us this opportunity, all the musicians that came to fill out place with sweet sounds of music, and last but certainly not the least all our friends that came to support us and new friends that hopefully will become a part of our community!
Please keep checking our website and social media for announcements on our next soft opening activities.
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีมากๆครับที่แสดงให้เห็นว่าการเสียเวลาศึกษาของเก่าหรือรากฐานของสิ่งที่เราชอบนั้นไม่เคยเสียเปล่า สองพี่น้องที่เป็นตำนานของ electric blues นั้นกลับมีวิธีการเล่นที่แตกยอดออกมาจากการศึกษา acoustic blues อย่างจริงจัง เพียงเท่านี้ก็คงบอกอะไรเราได้หลายๆอย่าง อย่างที่ฝรั่งเขาว่า “you are what you eat” เราบริโภคอะไรเราก็กลายเป็นอย่างนั้นครับ อย่าง SRV นั้นเป็นส่วนผสมของอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น พื้นฐานการเล่นริทึ่มที่ได้มาจากพี่ชาย ซึ่งได้มาจาก Lightnin’ Hopkins อีกทีหนึ่ง จังหวะ shuffle มือขวาที่ laid back ในสไตล์ของ Jimmy Reed อิทธิพลการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าจาก Jimi Hendrix, Lonnie Mack และ Albert King และการเล่นบลูส์แจ๊สในสไตล์ของ Kenny Burrell เหล่านี้หากท่านจะศึกษางานของเขาให้เข้าใจก็ดูจะใจแคบไปหน่อยที่จะไม่ศึกษาที่มาที่ไปและแรงบันดาลใจของฮีโร่ของเราด้วย
ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไปอย่างมากจากบลูส์กระแสหลักแบบนี้บางทีมันก็มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเพลงลูกทุ่งบ้านเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นซาวนด์ดนตรี เนื้อหาหยิกแกมหยอก บรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้าง laid back
เรามาลองฟังเพลงนี้ดูครับ Tip On In ฟังแล้วลองจินตนาการเปลี่ยนเสียงร้องเป็นภาษาอีสานเล่าเรื่องราวอะไรก็ได้สนุกๆ ผมรับประกันว่าเห็นภาพครับ!
วันนี้จั่วหัวไว้ว่า “Keeping The Blues Alive” แล้วก็ตั้งใจเอาคลิปวิดีโอแปะไว้ก่อนเลย แทนที่จะปิดท้ายอย่างผ่านๆมาเพราะอยากที่จะเอาคลิปอันนี้เป็นจุดตั้งต้นครับ ศิลปินในคลิปนี้คือ Igor Prado และวงของเขา สถานที่คือร้านชื่อ Blues City Deli ใน St. Louis ครับ คลิปนี้พิเศษยังไง? ทำไมถึงอยากเอาคลิปเป็นจุดเริ่มต้นบทความ? ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับ ว่าถ้าไม่นับความเก่งกาจของตัว Igor Prado และวงของเขาซึ่งเห็นได้ชัดแล้วนั้น สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นและค่อนข้างประทับใจในคลิปนี้ก็คือ นี่คือวงบลูส์จากบราซิลที่พูดภาษาอังกฤษยังติดสำเนียงละตินแต่เป็นที่รู้กันว่าเป็นวงที่เล่นบลูส์ในแบบเทรดิชั่นได้อย่างไม่มีที่ติ กำลังเล่นเพลงฮิตจากปี ’52 ของ Rosco Gordon ในร้านอาหารในเมือง St. Louis ให้กับลูกค้าซึ่งเป็นอเมริกัน (ใช่ครับ! Blues City Deli คือร้านอาหารที่ดังเสียด้วย แต่บังเอิญว่าเจ้าของดันเป็นแฟนบลูส์ตัวยงเลยมักจะจัดงานเชิญนักดนตรีที่เขาชื่นชอบมาเล่นอยู่เรื่อยๆ) และที่สำคัญมันเกิดขึ้นในเวลากลางวัน จากคลิปที่ผมแปะไว้ด้านบนซึ่งดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าแทบทุกบริบทนั้นแตกต่างไปจาก set up เดิมๆสำหรับการออกไปฟังบลูส์ในแบบที่เราคุ้นชินกันพอสมควร แต่หากทุกอย่างที่พอเหมาะพอเจาะมารวมกัน(นักดนตรีที่ดี, ผู้ฟังที่เข้าใจ, เจ้าของสถานประกอบการที่พร้อมสนับสนุน) ช่วงเวลาดีๆที่มีดนตรีบลูส์เป็นแบ็คกราวนด์ก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา
สำหรับในบ้านเรานั้นไม่รู้ว่าเริ่มที่ไหน เมื่อไหร่ แต่เราๆท่านๆก็ชินกับภาพของบลูส์คลับที่เต็มไปด้วยขี้เมาและควันบุหรี่ set list ที่แต่ละวงมีนั้นก็มักจะมีเพลงซ้ำกันอยู่ไม่มากก็น้อยจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ สร้างสถานการณ์ที่แทบไม่มีตัวเลือกให้กับทั้งนักดนตรีและผู้ฟัง มันเป็นงูกินหางครับไม่มีที่มาที่ไปไม่มีใครผิด นักดนตรีไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆเพราะกลัวลูกค้าไม่สนใจ ลูกค้าก็เลยรู้จักเพลงน้อยลงๆเพราะนักดนตรีเล่นแต่เพลงเดิมๆ เป็นวงจรที่ไม่สร้างสรรค์เลยครับสำหรับนักดนตรีที่อยากเล่นดนตรีจริงจัง โดยเฉพาะแนวดนตรีที่เป็นกระแสรองอยู่แล้วอย่างดนตรีบลูส์ ทั้งๆที่ความหลากหลายในดนตรีบลูส์นั้นจริงๆแล้วมีอยู่มากพอให้เลือกฟังเลือกศึกษา และมันก็จะเป็นเรื่องดีมากๆถ้าขอบเขตของการเสพดนตรีบลูส์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเวลากลางคืนและ set list ซ้ำๆ อคูสติคบลูส์ในร้านกาแฟตอนกลางวันก็เข้าท่านะผมว่า หรือบลูส์แจมตอนบ่ายๆวันเสาร์หรืออาทิตย์นี่ถ้าถามผมตอนนี้คิดว่าน่าสนใจกว่าไปเดินจตุจักร ทุกวันนี้บางทีทางเข้ามันก็มีแค่ทางเดียวแคบๆอย่างมือกีตาร์ถ้าเล่นไม่ได้อย่าง SRV, Hendrix, Clapton แทบไม่กล้าขึ้นแจม บางทีก็ชวนสงสัยว่าแล้วถ้ามันมีใครที่ชอบต่างไปจากนี้ล่ะ? ชีวิตนี้บางทีวันก็สั้นเกินกว่าจะไปทำตามมาตรฐานที่ใครก็ไม่รู้ตั้งไว้นะครับ ลองคิดง่ายๆถ้ามีวงหลายๆวงที่ศึกษาในแต่ละแนวทางให้เกิดเป็นสุ้มเสียงเฉพาะของวงไปเลยก็คงน่าสนใจดีวงนี้เล่น Swamp Blues, วงนี้เล่น Swing Blues, วงนี้เล่นบลูส์ร็อค, วงนี้เล่นคลาสสิคบลูส์ ถ้าเมื่อไหร่มีอย่างนี้ได้วงการบลูส์คงคึกคักน่าดูครับ
เวอร์ชั่นที่ผมแนบมาในคลิปนี่เป็นช่วงของการกลับมามีชื่อเสียงเป็นระลอกสองของมัดดี้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระแส British Invasion ซึ่งตรงนี้ก็ตลกดีนะครับเพราะว่าคนที่เป็นเป็นแรงบันดาลใจให้วงอังกฤษเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Rolling Stones, Cream, Jimi Hendrix, John Mayall ก็คือมัดดี้และกลุ่มนักดนตรีจาก Chess Records นั่นเอง
พูดถึงลักษณะการทำวงของมัดดี้นี่จะว่าไปก็เด่นอยู่อย่างหนึ่งคือลักษณะการเป็นจ่าฝูงเป็นผู้นำของเขานี่ชัดเจนมากๆครับ บารมีของเขานั้นรู้สึกได้จริงๆ และการเลือกนักดนตรีมาร่วมวงไม่ว่าจะตำแหน่งไหน และในยุคสมัยไหนนั้นจัดได้ว่าสายตาแหลมคมเสมอ ตั้งแต่วงแรกของมัดดี้ที่อัดเพลงให้กับ Chess Records จนมาถึงวงสุดท้ายนั้นนักดนตรีทุกตำแหน่งเรียกได้ว่าตำนานของวงการจริงๆครับ ลองไล่กันเล่นๆนะครับเอาแค่มือฮาร์โมนิก้าก็จะมี Little Walter, Junior Wells, Big Walter, George Smith, James Cotton, Mojo Buford, Paul Oscher, Carey Bell, Jerry Portnoy ทุกคนจบจากสถาบันมัดดี้ไปนี่เรียกได้ว่าระดับหัวหน้าวงกันทั้งนั้นครับ หากท่านผู้อ่านสนใจก็ลองติดตามหางานฟังเรียงชื่อไปเลยครับ แล้วลองเช็คเครดิตดูว่าใครเป็นใคร ใครมาช่วยงานของใคร เราจะได้เห็นภาพ Family Tree ของชิคาโก้บลูส์ที่มีภาพของมัดดี้เป็นปู่ทวดชัดเจนเลยครับ
ลองมาดูในคลิปนี้ซึ่งเป็นคลิปที่มาจากการแสดงสดในปี 1976 ที่ Dortmund, Germany เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็คือการรวมวงในแบบชิคาโก้แท้ๆที่มัดดี้และเพื่อนๆนักดนตรีเป็นคนวางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ Chess Records ครับ จะเห็นได้ว่าเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปีมัดดี้ก็ยังทำวงเหมือนเดิมครับ พลังและเสน่ห์ของชิคาโก้บลูส์ก็ไม่ได้ลดลงไปเลย เสน่ห์ที่ว่านั้นมาจากการที่ทำแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ล้ำขอบเขตของคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันตัวโน้ตเหล่านั้นก็สอดประสานกันอย่างถูกที่ถูกทาง มัดดี้เองมักจะเล่นกีตาร์ไฟฟ้าในลักษณะเดียวกันกับที่เขาเคยเล่นอคูสติคซึ่งหลักๆก็คือการ accompany การร้องของตัวเองนั่นเอง ความแข็งแรงของริทึ่มนั้นสร้างมาจากด้านหลังของวงซึ่งในที่นี้ก็คือ Willie “Big eyes” Smith มือกลองและ Calvin Jones มือเบส ซึ่งการเล่นของทั้งคู่นั้นจะเน้นการสร้างริทึ่มที่กระชับและแข็งแรงตรงไปตรงมามากกว่าที่จะสร้างอะไรที่ซับซ้อน ในขณะที่ Bob Margolin มือกีตาร์และ Pinetop Perkins มือเปียโนก็จะเป็นตัวเชื่อมเติมเต็มช่องว่างระหว่างริทึ่มและการซัพพอร์ตมัดดี้ ส่วน Jerry Portnoy นั้นก็จะเล่นในลักษณะถาม – ตอบกับ phrasing ในการร้องของมัดดี้ตลอดเวลา อยากให้ผู้อ่านลองสังเกตุดูครับ ทั้งหมดนี้เมื่อเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน มันคือความสวยงามของชิคาโก้บลูส์ครับ ความกระชับ ความสร้างสรรค์ที่อยู่ในความมีระเบียบ พลังที่อยู่ในขอบเขต และนี่คือศาสตร์บลูส์แห่งเมืองเหนือที่มัดดี้เป็นคนวางรากฐานเอาไว้ครับ
รายชื่อนักดนตรีในคลิป Muddy Waters(V,Gt), Bob Margolin(Gt), Calvin Jones(B), Pinetop Perkins(Pn), Jerry Portnoy(H), Willie “Big eyes” Smith(D)
วันนี้ผมนั่งฟังรายการ Lovin’ Blues Radio (เทปที่สาม) ที่คุณป๊อปจัด ฟังไปได้ถึงเพียงเพลงที่สองที่คุณป็อปเลือกมาก็ต้องนึกแปลกใจผสมดีใจว่าโอ้โฮนี่มีคนที่รสนิยมตรงกับเราขนาดนี้ ทั้งๆที่เพลงที่ผมเลือกมาฟังหรือเล่นกับที่วงบางทีก็เลือกกึ่งทำใจว่าถึงเราจะคิดว่ามันเป็นเพลงที่ดีแต่บางทีอาจจะเข้าถึงยากเกินไปสำหรับลูกค้าหลายๆท่าน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่น เพราะฉะนั้นอารมณ์แบบนี้เวลาเจอคนคอเดียวกันมันดีใจบอกไม่ถูกครับ
เพลงที่สองของเทปนี้คุณป๊อปเปิดเพลง You Don’t Know What Love Is ของ Fenton Robinson ซึ่งบังเอิญช่วงหลังผมเองก็เล่นเพลงนี้กับที่วงบ่อยมาก เลยจะถือโอกาสพูดถึงศิลปินคนนี้สักหน่อยครับ เรื่องราวชีวิตของเฟนตันในฐานะนักดนตรีบลูส์นั้นอันที่จริงสรุปให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เป็นศิลปินฝีมือดีที่เหมือนโชคไม่ดีอยู่ผิดที่ผิดเวลา ไม่ได้กลายเป็นที่รู้จักและจดจำเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นทั้งที่ฝีมือใกล้เคียงกัน อันที่จริงเขาเองนั้นนับว่ารุ่นไม่ห่างกันมากกันนักร้องบลูส์ระดับแถวหน้าอย่าง B.B. King และ Bobby Blue Bland เป็นหนึ่งในกลุ่มนักดนตรีบลูส์จากมิสซิสซิปปี้ที่ไปแสวงโชคในชิคาโก้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่กลุ่มแรกๆที่ขึ้นไปจากตอนใต้(อย่างเช่นกลุ่มที่ไปอยู่กับ Chess Records) แต่ก่อนจะขึ้นไปนั้นเขามีชื่อเสียงระดับท้องถิ่นอยู่แล้วจากการออกอัลบั้มในเทนเนสซี ก็ถือได้ว่าเขานั้นไม่ถึงกับลำบากขนาดยากจนข้นแค้นแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จจนดังเปรี้ยงปร้างอย่างเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆคน
สไตล์ของเขานั้นค่อนข้างนุ่มนวล สุภาพ และมักจะเด่นไปที่เพลงช้า (Slow Blues) ซึ่งก็มักจะอยู่ในโทนเสียงไมเนอร์ทำให้ภาพลักษณ์ของการเป็นนักร้องสไตล์เศร้าเหงาอาจจะติดตัวเขาอยู่สักหน่อย แต่ถ้ามองภาพรวมว่าในวงการบลูส์นั้นมีศิลปินที่ขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมน testosterone เป็นส่วนใหญ่แล้วนั้น การมีศิลปินสไตล์นุ่มลึกแบบเฟนตันก็เป็นทางเลือกในการฟังที่ควรรู้จักไว้เหมือนกันครับ เพลงสร้างชื่อของเขาเป็นเพลงช้าแทบทั้งหมดครับไม่ว่าจะเป็น As The Years Go Passing By, You Don’t know What Love Is, Somebody Loan Me A Dime เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งมักจะถูกนำไปคัฟเวอร์โดยศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเฟนตันเองแทบทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Albert King, Jeff Healy, Boz Scaggs & Duane Allman, Rick Derringer, Sean Costello, Gary Moore หรือแม้กระทั่ง Santana เป็นต้น
คลิปที่เลือกมาให้ฟังอันนี้คือเพลงไตเติ้ลแทร็คจากอัลบั้ม Somebody Loan Me A Dime อัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเขาซึ่งออกกับ Alligator Records ในปี 1974 ครับ.