Thrill Is Gone

Thrill Is Gone

สวัสดีแฟนเพจและท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ผมเขียนบทความอันนี้ทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมาแต่กว่าจะเคลียร์ธุระต่างๆนานามาเขียนต่อให้จบได้ก็ปาเข้าไปร่วมสัปดาห์ หากท่านผู้อ่านได้มีโอกาสใช้เว็บไซต์กูเกิ้ลในวันที่ 16 ที่ผ่านมาก็คงจะได้เห็นการ tribute เล็กๆน้อยๆที่กูเกิ้ลมักจะทำให้กับบุคคลและเหตุการณ์ระดับโลกที่มีชื่อเรียกเล่นๆว่าดูเดิ้ลกันนะครับ ดูเดิ้ลของวันที่ 16 ที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับพวกเราชาวบลูส์ก็ตรงที่ว่ามันเป็นวันครบรอบวันเกิดของราชาแห่งเพลงบลูส์ร่วมสมัย B.B. King นั่นเองครับ ซึ่งหากเขายังมีชีวิตอยู่วันนี้ก็จะเป็นวันครบรอบอายุ 94 ปีพอดีครับ

พอพูดถึงบีบีคิงท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรกันบ้าง..? บุคลิกคุณตาใจดี, กีตาร์คู่ใจสีดำที่ชื่อว่า Lucille, หรือเพลงบางเพลงที่ท่านผู้อ่านชอบเป็นพิเศษครับ? สำหรับตัวผมเองนั้นบีบีคิงเองถึงแม้จะมีลักษณะเด่นให้เป็นที่จดจำหลายอย่าง แต่อย่างแรกเลยที่ผมจะนึกขึ้นมาก่อนเสมอเมื่อนึกถึงบีบีคิงก็คือเพลงฮิตที่สุดของเขา Thrill Is Gone นั่นเองครับ ซึ่งก็เป็นที่มาของเรื่องที่ผมจะเขียนเนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดของราชาเพลงบลูส์คนนี้ครับ

ในบรรดาศิลปินบลูส์ที่เป็นตำนานทั้งหมดในความเห็นของผมเองนั้น บีบีคิงเป็นสะพานเชื่อมที่โดดเด่นที่สุดที่ทำให้ดนตรีบลูส์เข้าถึงคนหมู่มากได้จริงๆ และสามารถทำได้โดยการใช้เพลงบลูส์จริงๆแต่ผสมผสานการตีความและการเรียบเรียงที่ร่วมสมัยเรื่อยมาจนทำให้แม้คนที่ไม่รู้จักหรือสนใจดนตรีบลูส์อย่างน้อยๆก็ต้องเคยได้ยินเพลงหรือชื่อเสียงของบีบีคิง ตรงนี้น่าสนใจมากๆครับ เพราะถ้าเราจะพิจารณาศิลปินกลุ่มอื่นๆที่มีส่วนช่วยให้ดนตรีบลูส์อยู่รอดผ่านกาลเวลามาได้นั้น เราจะพบว่า Impact ที่มีต่อผู้ฟังในวงกว้างนั้นอาจจะไม่สามารถเทียบเท่ากับสิ่งที่บีบีคิงทำได้ด้วย Thrill Is Gone เพียงเพลงเดียวด้วยซ้ำไป เขียนมาอย่างนี้บางท่านอาจจะแย้งในใจว่าผมมองข้ามศิลปินดังๆไปเป็นจำนวนมากอย่างเหมารวมได้อย่างไร ตรงนี้ขออนุญาตอธิบายอย่างนี้ครับ

ถ้าเรามองในภาพรวมว่าโดยหลักๆเรามีสองกลุ่มนักดนตรีบลูส์ที่มีอิทธิพต่อความนิยมของดนตรีชนิดนี้คือกลุ่มนักดนตรีผิวดำรุ่นบุกเบิก และกลุ่มนักดนตรีผิวขาวที่นำเอาดนตรีบลูส์ไปผสมผสานกับแนวดนตรีอื่นๆนับตั้งแต่ช่วงปี 60s เรื่อยมาซึ่งถือเป็นการต่อชีวิตดนตรีบลูส์โดยทางอ้อมนั้น ไม่ว่าจะพิจารณานักดนตรีคนไหนหรือกลุ่มไหนเราก็จะเห็นว่านักดนตรีส่วนใหญ่จะยึดติดอยู่กับสไตล์ที่ตนถูกสอนมา หรือสไตล์ที่ตนหรือวงได้พัฒนาขึ้นมา มีนักดนตรีส่วนน้อยมากที่จะสามารถพัฒนาคลี่คลายตามยุคสมัยเรื่อยมา และห่างออกไปจากจุดเริ่มต้นของตนเองได้มากเท่ากับบีบีคิง มิหนำซ้ำยังสามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้มากขึ้นเรื่อยๆตามยุคสมัย

สำหรับผมแล้วเพลงอย่าง Thrill Is Gone เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดครับ..

บีบีคิงนั้นนับได้ว่าร่วมรุ่นกันกับตำนานบลูส์ผิวดำยุคอิเล็คทริคบลูส์ทุกคนที่เราๆพอจะนึกกันออกครับ แต่ในขณะที่ศิลปินบลูส์ส่วนใหญ่เลือกที่จะยึดติดกับฟอร์แม็ตของเพลงบลูส์แบบ traditional นั้น บีบีคิงน่าจะเป็นคนแรกๆที่เลือกเอาเฉพาะวิธีการร้อง และการโซโล่แบบถามตอบ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของบลูส์ นำเอกลักษณ์ตรงนี้ถอดออกไปรวมกับทางคอร์ดที่อาจจะต่างจากขนบไปบ้าง และเปิดทางให้กรูฟใหม่ๆอื่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบของตัวเพลงบ้าง ผลลัพธ์ก็คือเพลงบลูส์สแตนดาร์ดแบบใหม่ในสไตล์ของบีบีคิง ที่มีความพิเศษในการที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาตามยุคสมัยอย่าง Thrill Is Gone เพลงนี้เป็นต้นครับ และอีกอย่างหนึ่งที่หลายๆท่านอาจจะยังไม่รู้ก็คือ เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพลงออริจินอลของบีบีครับ!

เพลงนี้ต้นฉบับนั้นเป็น slow blues จากปี ’51 ของ Roy Hawkins ครับ ซึ่งหากฟังดูแล้วก็เป็นเพลงที่ดีแต่ก็ไม่โดดเด่นอะไรมาก แต่วิธีการเล่าเรื่อง(เนื้อเพลง)ของเพลงนี้จะว่าไปแล้วก็ถือว่าค่อนข้างแตกต่างกว่าเพลงบลูส์ในสมัยนั้นที่ยังตรงไปตรงมาและมักจะนิยมพูดถึงเหล้า ยา และอาชญากรรมอยู่พอสมควร วิธีการเล่นเรื่องที่อ่อนละมุนกว่าของเพลงนี้นั้นดูๆไปก็มีกลิ่นของโซลผสมเข้ามาอยู่บ้าง บีบีเองอาจจะเห็นความแตกต่างในจุดนี้ว่าเขาจะสามารถนำพาวัตถุดิบตรงนี้นำเสนอให้กลุ่มคนฟังที่กว้างขึ้นโดยยังสามารถคงเอกลักษณ์ของบลูส์ไว้ครบถ้วนได้อย่างไร และเมื่อเขานำเนื้อร้องที่เป็นบลูส์เพิ่มวิธีการร้องที่ได้อิทธิพลจากดนตรีโซลมาผสม รวมกับภาคริทึ่มที่กระเดียดไปทางโซล จึงเกิดขึ้นเป็น Thrill Is Gone ในเวอร์ชั่นของเขาจากอัลบั้ม Completely Well ในปี 1969 ซึ่งส่งผลให้เขาได้รับรางวัล Grammy Awards ในปีถัดไป และอย่างที่เราก็ได้ทราบกันมาถึงทุกวันนี้ว่านี่คือหนึ่งใน Single ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบีบีคิง นับเป็นบลูส์สแตนดาร์ดเพลงแรกๆที่ทำลายกรอบเดิมของบลูส์ได้อย่างแนบเนียน

บทเพลงนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นก็ได้พิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการถูกนำไปบรรเลง ร่วมกับศิลปินต่างๆมากมายหลายแนวผ่านระยะเวลาหลายทศวรรษจวบจนวาระสุดท้ายของบีบีคิง… ขึ้นหิ้งเป็นบทเพลงอมตะอย่างไม่มีข้อสงสัย ถึงแม้ในบทเพลงเพลงนั้นจะกล่าวไว้ว่า Thrill Is Gone และเจ้าของบทเพลงเองก็ได้จากพวกเราไปแล้ว แต่ “Thrill” หรือความตื่นเต้นที่เกิดจากการที่บทเพลงนี้ได้บุกเบิกแนวทางใหม่ๆให้กับวงการบลูส์นั้นจะยังอยู่กับพวกเราไปอีกนานครับ

*วันนี้ขออนุญาตแถมเป็นพิเศษอีกสักหนึ่งคลิป ถึงแม้คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าไหร่แต่ความพิเศษของคลิปนี้นอกจากศิลปินที่มาร่วมบรรเลงแล้วก็อยากให้ท่านผู้อ่านลองสังเกตุตรงนาทีที่ 2:30 อยากจะบอกว่า… อบอุ่นหัวใจจริงๆครับ

ฮิปเตอร์บ้านไร่(3) : Lightnin’ Hopkins

ฮิปเตอร์บ้านไร่(3) : Lightnin’ Hopkins

ฮิปเตอร์บ้านไร่(3) : Lightnin’ Hopkins

สวัสดีครับ ช่วงนี้ดูเหมือนเราจะวนๆเวียนๆอยู่ที่ศิลปินจากเท็กซัสไม่ว่าจะเป็นสองพี่น้องตระกูล Vaughan หรือ Freddie King ไหนๆก็ไหนๆแล้วก็จะขออนุญาตเขียนถึงศิลปินจากเท็กซัสอีกคนที่มีอิทธิพลมากๆต่อศิลปินบลูส์ยุคต่อมานั่นคือ Lightnin’ Hopkins ครับ ซึ่งผมเองได้พูดถึงไว้นิดหน่อยในตอนที่เขียนเกี่ยวกับสองพี่น้องตระกูล Vaughan ว่าเขาคนนี้เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในเรื่องของวิธีการเล่นของ Jimmie Vaughan ที่ตรงนี้เองก็ส่งผลโดยตรงกับ SRV ซึ่งเป็นน้องชายอีกต่อหนึ่ง ตรงนี้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ได้หมายถึงว่าศิลปินท่านอื่นๆไม่ได้มีอิทธิพลกับสองพี่น้องคนนี้มากมาย แต่ในแง่หนึ่งการเล่นริทึ่มที่น่าสนใจและอาจจะซับซ้อนกว่าศิลปินอิเล็คทริคบลูส์คนอื่นๆนั้น ชัดเจนว่าเป็นอิทธิพลของ Lightnin’ Hopkins ครับ  

พอนึกว่าจะเขียนเรื่องของ Lightnin’ แล้วก็อดไม่ได้ครับที่จะเอามารวมไว้ในหัวข้อฮิปเสตอร์บ้านไร่ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ? ก็เพราะว่าวงการบลูส์ในยุคนั้นถ้าพูดถึงเรื่องสไตล์การแต่งตัว บุคลิกความไหลลื่นและเป็นธรรมชาติในการแสดงดนตรี ความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ชั้นเยี่ยมทั้งที่มักจะใช้แค่อคูสติคกีตาร์เพียงตัวเดียวทำการแสดงผมว่าไม่น่าจะมีใครเกินเขาคนนี้ เราลองมาดูคลิปที่เขาพูดถึงดนตรีบลูส์กันครับ  

   

นั่นล่ะครับ แว่นดำที่เราจะเห็นเขาสวมอยู่แทบตลอดเวลา เสื้อผ้าที่ไม่เป็นที่คุ้นชินตามแบบของคนบลูส์ในยุคนั้นที่เรามักจะเห็นกัน แต่เราจะเห็นเขาใส่เสื้อเชิ้ตลำลองสบายๆ หรือไม่ก็เสื้อคอเต่ากับสเว็ตเตอร์ นั่งลงพร้อมกับอคูสติคกีตาร์แล้วก็เล่นบลูส์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกให้เราฟัง ดูๆไปแล้วก็รู้สึกว่าเท่จริงๆครับ  

แทบตลอดชีวิตของเขานั้นมักจะวนๆเวียนๆอยู่ที่เท็กซัส ตัวเขาเองนั้นค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จ ถึงแม้จะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างอย่างเพื่อนร่วมรุ่นหรือแม้แต่รุ่นน้องในชิคาโก้ที่จับกลุ่มกันพัฒนาดนตรีบลูส์ไปในทิศทางของการเล่นเต็มวง เล่นเป็นอิเล็คทริคมากกว่าอคูสติค แต่เขาเองที่ยืนหยัดเล่นอคูสติคบลูส์ด้วยกีตาร์เพียงตัวเดียวมาตลอดก็ไม่เคยตกอับ มีผลงานอัดเสียงออกมาอย่างสม่าเสมอมากมาย หนำซ้ำยังได้รับการยอมรับในระดับที่ดีพอสมควรอีกด้วย   เรื่องของสไตล์การเล่นนั้น ถึงเขาจะนับได้ว่าอยู่ร่วมรุ่นกันกันศิลปินอคูสติคบลูส์ระดับตำนานคนอื่นๆหลายท่านไม่ว่าจะเป็น Son House, Robert Johnson แต่การเล่นในแบบเฉพาะตัวที่เขาพัฒนาขึ้นมานั้นในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วถือว่าเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญอันหนึ่งในการพัฒนาการเล่นบลูส์จากอคูสติคกีตาร์ขึ้นมาสู่กีตาร์ไฟฟ้า เนื่องจากการเล่นหลายๆอย่างของเขานั้นเริ่มมีความคิดที่หลุดออกมาจากกรอบการเล่นอคูสติคบลูส์แบบเดิมๆที่ได้อิทธิพลมาจากโฟล์คอีกทอดหนึ่ง หากเราสังเกตุให้ดีก็จะเห็นว่า Licks และการเล่นริทึ่มของเขานั้นหากใครศึกษาก็สามารถนำมาใช้บนกีตาร์ไฟฟ้าได้เลยแทบจะทันที ซึ่งตรงนี้เองจะแตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดจากศิลปินอคูสติคบลูส์คนอื่นๆที่วิธีการเล่นนั้นจะไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้บนกีตาร์หรือการเล่นกับแบนด์ได้โดยตรง ตรงนี้นี่เองครับที่ผมมองว่าคือความสำคัญของนิยามแห่งความคูลจากเท็กซัสคนนี้ Lightnin’ Hopkins ครับ.

The Texas Strats

The Texas Strats

The Texas Strats

สวัสดีครับ ห่างหายกันไปพักนึงเลย วันนี้ย้ายที่อยู่เสร็จแล้วจัดการเรื่องอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยก็เป็นอันว่าพร้อมที่จะเขียนอะไรมาให้อ่านกันครับ กำลังหาหัวข้อที่จะเขียนก็พอดีนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมาถือเป็นวันครบรอบ 29 ปีการจากไปของสุดยอดมือกีตาร์ที่เป็นที่หนึ่งในใจใครหลายๆคนซึ่งก็คือ Stevie Ray Vaughan ก็คงเป็นโอกาสที่ดีที่จะเขียนอะไรถึงมือกีตาร์ระดับตำนานคนนี้เสียหน่อยครับ  

ผมทำเพจมาสักพักนึงแฟนบลูส์บางท่านที่ติดตามอยู่อาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ นี่เค้าจะทำเพจบลูส์ทำไมยังไม่มีเรื่องของตำนานอย่าง SRV โผล่มาซักที ผมเป็นแฟนบลูส์จริงๆหรือเปล่า หรือผมมี bias อะไรในใจมั้ย ตรงนี้ก็ต้องขอเรียนตรงนี้ครับว่ามันมีเหตุผลหลายๆประการที่ผมคิดว่าเรื่องของ SRV นั้นคอยได้ หลักๆก็คือ 1. ไม่มีสื่อบลูส์ไหนที่ไม่พูดเรื่องของ SRV – แค่ตรงนี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วครับที่ทำให้ผมไม่ต้องรีบร้อนที่จะกล่าวถึงเขาคนนี้มากนัก ท่านสามารถหาอ่านเรื่องของตำนานคนนี้ได้แทบทุกที่ที่พูดเรื่องของกีตาร์และดนตรีบลูส์ 2. ดนตรีของ SRV นั้นแม้จะมีบลูส์เป็นส่วนผสมหลักแต่ก็ไม่ใช่บลูส์แท้ๆในแบบ traditional หากพิจารณาแบบตรงไปตรงมาก็จะเห็นได้ชัดว่าเพลงของเขาทุกๆเพลงนั้นมี element ของดนตรีร็อคผสมอยู่อย่างเข้มข้นและชัดเจน นอกจากนี้ยังมี Soul, Jazz และ Funky เข้ามาเป็นส่วนผสมในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นผมจึงเห็นว่าการตั้งต้นที่กีตาร์ฮีโร่อย่าง SRV แล้วปะยี่ห้อว่านี่คือบลูส์แท้ๆนั้นจะทำให้ขอบเขตการรับรู้ของท่านผู้อ่านเกี่ยวกับดนตรีบลูส์ผิดเพี้ยนไปได้ เพราะก่อนหน้าที่แนวดนตรีหลายๆแนวข้างต้นจะหลอมรวมกลั่นออกมาเป็นเสียงกีตาร์ระดับตำนานผ่านการบรรเลงของ SRV นั้น มีบลูส์แท้ๆที่กำเนิดก่อนหน้านั้นมานานและมากมายหลายแบบที่ควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อน และอันที่จริงแล้วตรงนี้ยังช่วยทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการเล่นที่นำเอาแรงบันดาลใจจากหลายๆทิศหลายๆทางมาหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ SRV นั้นพิเศษอย่างไร  

ขึ้นชื่อว่าเป็นข้อเขียนของ Bangkok Mojo ก็ต้องนำเสนอข้อมูลในมุมที่แตกต่างออกไปบ้างเพื่อประโยชน์ของท่านผู้อ่านเองที่จะได้รับรู้ข้อมูลที่หลากหลาย วันนี้ผมก็จะเสนอเรื่องราวของ SRV ในมุมที่ต่างออกไปให้อ่านกันครับ  

ย้อนกลับไปสมัยผมอยู่ม.3, ม.4 ซึ่งเป็นช่วงที่รู้จัก SRV ใหม่ๆ เรื่องของความตื่นเต้นและความคลั่งใคล้คงไม่ต้องบอกนะครับ เราๆท่านๆทราบกันดีว่าดนตรีของเขานั้นสามารถต่อสายตรงถึงต่อมควบคุมการหลั่งสารอะดรินาลีน แค่ได้ฟังอินโทรแค่โน้ตสองโน้ตเราก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆนี้ไม่ธรรมดา ส่วนลูกโซโล่นั้นคงไม่ต้องพูดถึงครับ เราๆท่านๆรู้กันดี ตอนนั้นนึกย้อนกลับไปสำหรับตัวผมเองแล้วมือกีตาร์กี่คนๆที่รู้จักนั้นไม่ว่าจะดังแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับ SRV แล้วยังไงๆก็ไม่เห็นฝุ่นเลยจริงๆครับ ตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายๆท่านคงเข้าใจความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี คนๆนี้เขาเป็น ultimate package จริงๆ ผมเองในตอนนั้นอยากรู้เรื่องราวของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็จะพยายามหาอ่านจากทุกที่เท่าที่จะทำได้ อ่านไปๆก็ได้รู้ว่าเขามีพี่ชายอีกคนหนึ่งชื่อว่า Jimmie Lee Vaughan ซึ่งก็เป็นมือกีตาร์เหมือนกัน ตอนนั้นตื่นเต้นมากครับ อยากรู้ว่าน้องชายขนาดนี้แล้วพี่ชายจะขนาดไหน ก็เลยพยายามหางานของ JLV มาฟัง ความรู้สึกแรกน่ะเหรอครับ? ผมว่าทุกท่านรู้ดีครับ “นี่เค้าเล่นกีตาร์เป็นจริงๆหรือเปล่า?” “นี่เป็นพี่น้องกันไม่ได้เรียนรู้อะไรจากน้องบ้างเหรอ?” นี่เลยครับความรู้สึกแรกที่ได้ฟังงานของ JLV มองย้อนกลับไปถึงตอนนั้นก็ทำให้รู้สึกละอายใจเล็กๆครับ ที่คิดว่าตัวเองเป็นแฟนบลูส์แต่ที่จริงแล้วความชอบนั้นจำกัดอยู่แค่กีตาร์ฮีโร่ที่ติดสำเนียงบลูส์เท่านั้น…  

พูดมาขนาดนี้ก็ต้องขยายความครับว่าที่พูดไปหมายถึงอะไร อันดับแรกก็ต้องย้อนกลับไปพูดถึง JLV สักหน่อยนึงครับ หลังจากผิดหวังกับสิ่งที่ได้ยินในตอนนั้น ในใจก็ยังค้างคามาตลอดว่าพี่ชายที่ SRV มักจะยกย่องให้เป็นแรงบันดาลใจหลักแทบในทุกบทสัมภาษณ์นั้น จริงๆแล้วมีดียังไง ศึกษาไปเรื่อยๆสุดท้ายก็มาถึงบางอ้อครับ เมื่อได้รู้จักงานยุคแรกๆของเขาที่ทำร่วมกับวงบลูส์ร็อคจากเท็กซัสที่ชื่อว่า The Fabulous Thunderbirds วงนี้มีสมาชิกเพียงแค่สี่คนและมีกีตาร์เพียงแค่ตัวเดียว นั่นหมายถึง JLV นั้นต้องรับภาระในการเล่นริทึ่มควบคู่ไปกับการโซโล่ตลอดเวลา ตรงนี้ต้องบอกเลยครับว่างานภาคริทึ่มของเขาในยุคนี้นั้นถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซเลยจริงๆ โดยธรรมชาติแล้ว JLV นั้นไม่เคยเล่นรกมาแต่ไหนแต่ไรครับ เขาจะเป็นคนชอบซาวนด์ไปทางคลีน แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือในการเล่นที่สะอาดของเขานั้นสามารถเติมเต็มภาคริทึ่มของวงบลูส์ร็อคสี่ชิ้นได้อย่างพอดิบพอดี ฟังไปคิดไปก็ยิ่งถึงบางอ้อครับว่าการเล่นแบบนี้นี่เองที่ SRV เอาไปต่อยอดเพิ่มความดุดัน ความซับซ้อน และบรรเลงด้วยซาวนด์ที่กระเดียดไปทางร็อคมากกว่า(อิทธิพลของจิมมี่ เฮนดริกซ์) ทำให้เขาสามารถเติมเต็มซาวนด์ของวงได้ด้วยตัวคนเดียวแม้จะลดขนาดวงลงเป็นทริโอก็ตาม (*เขียนมาตรงนี้ก็จะขอฝากความเห็นไว้หน่อยครับว่าสำหรับผมสิ่งที่แยก SRV ออกจากมือกีตาร์บลูส์คนอื่นๆอย่างเด่นชัดนั้นไม่ใช่แค่ความดุดัน ไม่ใช่เพียงซาวนด์กีตาร์ที่ยากจะเลียนแบบเท่านั้น แต่ที่สุดแล้วจริงๆคือ groove ของเขาและวิธีการเล่นริทึ่มของเขาซึ่งต้องบอกว่าพิเศษและเป็นส่วนตัวมากๆครับ)

แล้วสองพี่น้องนี้เขาไปเอาวิธีการเล่นแบบนี้มาจากไหน? เมื่อเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นมาผมก็ลองไปค้นหาคำตอบ ซึ่งก็ได้ความมาว่า influence หลักในการเล่นกีตาร์ในลักษณะนี้ มันคืออย่างหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของตำนานบลูส์ของเท็กซัสยุคก่อนหน้าที่ชื่อว่า Lightnin’ Hopkins นั่นเองครับ การเล่นทำนองด้วยสามสายบนควบคู่ไปกับการเดินเบสบนสามสายล่างสอดรับกันไปมาบน groove ที่แข็งแรงในลักษณะนี้นี่เองครับที่สองพี่น้องตระกูล Vaughan นำไปประยุกต์ใช้บนกีตาร์ไฟฟ้าสร้างเป็นซาวนด์ใหม่เกิดเป็นวิธีการเล่นที่น่าสนใจและยากที่จะเลียนแบบ  เราลองมาดู Jimmie Vaughan และ B.B. King พูดถึง Lightnin’ Hopkins ในคลิปนี้ครับ

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดีมากๆครับที่แสดงให้เห็นว่าการเสียเวลาศึกษาของเก่าหรือรากฐานของสิ่งที่เราชอบนั้นไม่เคยเสียเปล่า สองพี่น้องที่เป็นตำนานของ electric blues นั้นกลับมีวิธีการเล่นที่แตกยอดออกมาจากการศึกษา acoustic blues อย่างจริงจัง เพียงเท่านี้ก็คงบอกอะไรเราได้หลายๆอย่าง อย่างที่ฝรั่งเขาว่า “you are what you eat” เราบริโภคอะไรเราก็กลายเป็นอย่างนั้นครับ อย่าง SRV นั้นเป็นส่วนผสมของอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น พื้นฐานการเล่นริทึ่มที่ได้มาจากพี่ชาย ซึ่งได้มาจาก Lightnin’ Hopkins อีกทีหนึ่ง จังหวะ shuffle มือขวาที่ laid back ในสไตล์ของ Jimmy Reed อิทธิพลการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าจาก Jimi Hendrix, Lonnie Mack และ Albert King และการเล่นบลูส์แจ๊สในสไตล์ของ Kenny Burrell เหล่านี้หากท่านจะศึกษางานของเขาให้เข้าใจก็ดูจะใจแคบไปหน่อยที่จะไม่ศึกษาที่มาที่ไปและแรงบันดาลใจของฮีโร่ของเราด้วย  

You are what you eat ครับ.

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(2) : RL BURNSIDE

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(2) : RL BURNSIDE

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(2) : RL BURNSIDE

หายหน้าไปหลายวันกับการพยายามทำซิงเกิ้ลแรกของวงตัวเอง ตอนนี้เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ขอกลับมาเขียนหัวข้อที่ค้างคาเอาไว้ครับ ฮิปสเตอร์บ้านไร่วันนี้ขอพูดถึงตัวแสบอีกคนหนึ่ง(ทางด้านงานดนตรี)ของวงการที่เริ่มต้นชีวิตนักดนตรีจากท้องทุ่งทางตอนเหนือของมิสซิสซิปปี้แต่อัลบั้มก่อนเสียชีวิตนั้นกลับมีกลิ่นอายอิเลคทรอนิคส์และฮิปฮอปอย่างเข้มข้น! คนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ครับนอกจาก RL Burnside ครับ  

ผมเองมีโอกาสได้รู้เรื่องราวเกี่ยวศิลปินท่านนี้ผ่านทางสารคดีที่นักดนตรีชาติพันธุ์ชาวอเมริกันชื่อ Alan Lomax ได้จัดทำไว้และผู้นำมาแบ่งตอนลงไว้ในยูทูบภายใต้ชื่อ Alan Lomax Archive ซึ่งมาเนื้อหาเยอะมากๆและมีศิลปินสำคัญๆหลายคนอยู่ในนั้น น่าสนใจและน่าติดตามศึกษามากๆครับหากท่านผู้อ่านอยากทราบถึงที่มาที่ไปของดนตรีที่มาจากชาวแอฟริกัน-อเมริกัน แนวทางการเล่นของ RL ในยุคแรกๆนั้นเป็นลักษณะ percussive กล่าวคือจะเน้นด้านจังหวะเป็นหลัก(จริงๆแล้วแทบจะพูดได้ว่ามากกว่าหรืออย่างน้อยๆก็พอๆกันกับเมโลดี้) ซึ่งเมื่อฟังแล้วสำหรับผมบางครั้งก็พาลจะนึกถึงดนตรีแอฟริกันแท้ๆเอาได้ง่ายๆ ใครๆเขาก็ว่าบลูส์มาจากแอฟริกันมิวสิคแต่บลูส์ที่เราๆคุ้นกันนั้นก็พัฒนาไปไกล แต่สำหรับงานของ RL ในยุคแรกๆนั้นผมว่าเป็นอะไรที่ยืนยันคำพูดนี้ได้เป็นอย่างดีครับ

ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านจะรู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่านะครับ แต่ตอนดูคลิปนี้เป็นครั้งแรกนี่ผมรู้สึกประทับใจมาก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครเล่นเพลงคอร์ดเดียวให้เท่ขนาดนี้ได้ ความเก๋าทะลุจอมากๆครับ อีกอย่างก็คือว่าดนตรีแบบนี้ ฉากหลังแบบนี้คิดถึงอะไรที่เราคุ้นเคยกันมั้ยครับ?  

ครั้งแรกที่ผมได้ดูคลิปนี้มันมีอะไรหลายๆอย่างที่พาให้ผมหวนกลับมานึกถึงดนตรีพื้นบ้านอีสานครับ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางดนตรีที่เน้นริทึ่มมากกว่าเมโลดี้ การยืนคอร์ดเดียวตลอดทั้งเพลงหรือที่เรียกว่า Drone หรือสเกลเพนทาทอนิคที่ใช้ หรือไม่ว่าจะเป็นภูมิทัศน์ที่ดูๆไปก็มีความคล้ายคลึงกันหลายๆอย่าง อย่างดินลูกรัง มีรั้วลวดหนามที่แบ่งอาณาเขตอย่างคร่าวๆ และทุ่งหญ้าแห้งๆ คนพื้นถิ่นทั่วโลกบางทีมีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าตกใจเหมือนกันครับ  

RL นั้นเริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรีท้องถิ่นที่สุดท้ายก็ไปแสวงโชคในเมืองใหญ่อย่างชิคาโก้ตามอย่างนักดนตรีคนอื่นร่วมยุคร่วมสมัย แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนักอาจจะเป็นด้วยว่าแนวดนตรีที่เขาเล่นนั้นไม่ได้เหมาะกับเมืองใหญ่อย่างชิคาโก้ที่ขณะนั้นกำลังจะขยับไปสู่บลูส์ที่ดังขึ้น เข้มข้นขึ้น น่าตื่นเต้นขึ้นอย่างดนตรีของค่าย Chess Records ในเวลาต่อมา อยู่ที่ชิคาโก้เพียงสองสามปีไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเขาก็เป็นอันต้องย้ายกลับไปอยู่ทางใต้เหมือนเดิม ช่วงกลางของชีวิตนั้น RL ต้องทำอะไรหลายๆอย่างไปพร้อมๆกันเพื่อประทังชีวิต ถึงจะไม่อดอยากแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยครับ เล่นดนตรีในลักษณะพาร์ทไทม์เสียเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็เปิดบาร์เล็กๆบ้าง โดยระหว่างนั้นก็ทำการเกษตรคู่กันไปโดยตลอด(Alan Lomax ได้ตามไปอัดสารคดีถึงบ้านของเขาในช่วงนี้ครับ) ความสำเร็จทางด้านยอดขายเพลงของเขานั้นตามมาในช่วงสิบกว่าปีสุดท้ายของชีวิตครับ จากการเข้าร่วมงานกับค่าย Fat Possum Records ซึ่งอัลบั้มในช่วงนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกเป็นอย่างมากทั้งจากแฟนเพลงและนักวิจารณ์ ยิ่งไปกว่านั้นการร่วมงานกับ Jon Spencer ตามมาด้วย Tom Rothrock ในภายหลังได้ผลักดนตรีบลูส์ดิบๆในแบบดั้งเดิมของ RL ออกไปไกลจนเหยียบย่างขอบเขตของเทคโนและฮิปฮอปแต่กลับผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เราลองย้อนกลับไปดูคลิปด้านบนอีกครั้ง แล้วลองมาฟังอัลบั้มสุดท้ายในชีวิตของเขาเปรียบเทียบกันเป็นการปิดท้าย แบบนี้ไม่ให้เรียกว่าฮิปก็ไม่รู้ว่าไงแล้วครับ!

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(1) : Slim Harpo

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(1) : Slim Harpo

ฮิปสเตอร์บ้านไร่(1) : Slim Harpo

วันนี้ตั้งใจจะเขียนเรื่องศิลปินบลูส์นอกกระแสครับ ซึ่งเป็นผลมาจากบทสนทนากับพี่ๆช่วงสองสามวันที่ผ่านมาถึงความคล้ายคลึงของเพลงบลูส์บางลักษณะกับเพลงลูกทุ่งของเราในช่วงยุค 60’s – 70’s พูดแล้วผมก็จะนึกถึงพวกบลูส์กระแสรองโดยอัตโนมัติ อันนี้จริงจะว่าไปศิลปินเหล่านี้ในสมัยนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จกันพอสมควรนะครับ บางคนในช่วงเวลาเดียวกันยอดขายดีกว่าก็อดฟาเธอร์ของวงการบลูส์อย่างมัดดี้ วอเตอร์สด้วยซ้ำ มาถึงตรงนี้อาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้แจกแจงนิดนึงครับว่าการยึดเอาบลูส์ในแบบของมัดดี้หรือที่เรียกกันว่าชิคาโก้บลูส์เป็นสแตนดาร์ดของบลูส์เลยนั้น จริงๆแล้วทำไม่ได้เพราะชื่อก็บอกอยู่ครับว่ามันเป็นบลูส์ของเมืองชิคาโก้ ในอเมริกานั้นมี 50 รัฐและแต่ละรัฐนั้นก็มีหลายเมืองท่านผู้อ่านลองคิดดูสิครับว่าวัฒนธรรมพื้นถิ่นจะต่างกันได้ขนาดไหน บลูส์ในฟอร์แมตที่เราคุ้นกันว่าเป็น 12 bar blues, มีนักร้องนำกึ่งร้องกึ่งตะโกน และเสียงกีตาร์แตกๆนั้น เป็นรูปแบบที่เริ่มต้นที่ชิคาโก้และได้รับการพัฒนาต่อยอดมากที่สุดด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง แต่ในเวลาเดียวกันห่างออกไปเป็นพันๆไมล์ไม่ว่าจะเป็นทางใต้ ทางตะวันออก หรือตะวันตกบลูส์ที่กำลังเกิดขึ้นอาจจะแตกต่างออกไปอย่างมากก็เป็นได้  

วกกลับมาเข้าหัวข้อของวันนี้พอพูดถึงความคล้ายคลึงกับเพลงลูกทุ่งของเราเมื่อสี่สิบ-ห้าสิบปีก่อน ชื่อแรกๆที่โผล่ขึ้นมาในหัวคือ Slim Harpo ครับ ทำไมต้อง Slim Harpo? คนนี้นี่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่าเขาไม่เหมือนใครจริงๆครับ ถ้าเป็นศัพท์วัยรุ่นสมัยนี้ก็ต้องเรียก ฮิปสเตอร์ตัวพ่อ อะไรประมาณนั้นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การแต่งตัวหรือแอตติจูดในการทำเพลง เขาเป็นคนแรกๆที่ช่วยทำให้เกิดซาวนด์ในแบบ Swamp Blues ซึ่งเป็นบลูส์ที่เกิดจาก Louisiana (Swamp หมายถึงดินแดนชุ่มน้ำซึ่งเป็นลักษณะเด่นทางธรณีวิทยาของ Louisiana) บลูส์ในลักษณะนี้ต่างจากบลูส์กระแสหลักพอสมควรเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจังหวะที่มีความหลากหลายกว่า และมักจะเล่นกันแบบหลวมๆสบายๆ(laid back) จังหวะ Shuffle ในแบบชิคาโก้นั้นแทบไม่มีเลยครับ ฟอร์มของเพลงนั้นก็มักจะมีอะไรที่นอกเหนือจาก 12 bar blues และบ่อยครั้งที่ก็เป็นไปได้จะยืนคอร์ดเดียวไปจนจบเพลง(ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่คล้ายคลึงกับเพลงลูกทุ่งและหมอลำของไทยครับ) เนื้อหาของเพลงถ้าเป็นเรื่องของความโกรธแค้นแทบไม่มีให้เห็น อาจจะมีเศร้าบ้าง แต่ Slim Harpo นั้นแม้กระทั่งการขอให้แฟนเกาหลังให้เขาก็เอาไปแต่งเป็นเพลงมาแล้ว(Baby Scratch My Back) แถมขึ้นชาร์ตเสียด้วย! นอกจากนี้แล้ววิธีการร้องเพลงของเขาก็ต่างออกไปจากบลูส์กระแสหลักอย่างสิ้นเชิง อันที่จริงเรียกว่ากึ่งร้องกึ่งพูดก็น่าจะเห็นภาพชัดเจนกว่า ทั้งหมดนี้รวมกันพูดเป็นศัพท์วัยรุ่นอีกสักทีก็คงต้องบอกว่า ลุงสลิมแกชิลจริงๆครับ!

ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไปอย่างมากจากบลูส์กระแสหลักแบบนี้บางทีมันก็มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายคลึงกับเพลงลูกทุ่งบ้านเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นซาวนด์ดนตรี เนื้อหาหยิกแกมหยอก บรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้าง laid back

เรามาลองฟังเพลงนี้ดูครับ Tip On In ฟังแล้วลองจินตนาการเปลี่ยนเสียงร้องเป็นภาษาอีสานเล่าเรื่องราวอะไรก็ได้สนุกๆ ผมรับประกันว่าเห็นภาพครับ!  

วันนี้ขออนุญาติแถมอีกคลิปเป็นของไวพจน์ เพชรสุพรรณ ลองฟังดูครับ คิดแล้วบางทีก็ยังเสียดายว่าดนตรีบ้านเรายุคนั้นก็ใช่ย่อย แต่ยุคหนึ่งถูกมองเป็นของเชย ตอนนี้ถ้าใครเริ่มมองเห็นจุดเชื่อมระหว่างดนตรีบลูส์ฮิปๆแบบนี้กับวัฒนธรรมบ้านเราเกิดเป็นไอเดียจะทำเพลงแบบนี้ออกมาคงเท่ไม่เบาครับ.

Keeping the Blues alive

Keeping the Blues alive

Keeping the Blues alive

สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งกับข้อเขียนจากคอลัมน์ “บลูส์รำพึง” ที่ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นคอลัมน์ที่อยากจะเขียนเรื่องอะไรก็เขียน ทำนองว่าคิดไปเขียนไปประมาณนั้น อะไรมากระทบความคิดถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบลูส์และคิดว่าน่าสนใจพอผมก็จะเอามาเขียนไว้ในนี้ครับ  

วันนี้จั่วหัวไว้ว่า “Keeping The Blues Alive” แล้วก็ตั้งใจเอาคลิปวิดีโอแปะไว้ก่อนเลย แทนที่จะปิดท้ายอย่างผ่านๆมาเพราะอยากที่จะเอาคลิปอันนี้เป็นจุดตั้งต้นครับ ศิลปินในคลิปนี้คือ Igor Prado และวงของเขา สถานที่คือร้านชื่อ Blues City Deli ใน St. Louis ครับ คลิปนี้พิเศษยังไง? ทำไมถึงอยากเอาคลิปเป็นจุดเริ่มต้นบทความ? ก็ต้องบอกอย่างนี้ครับ ว่าถ้าไม่นับความเก่งกาจของตัว Igor Prado และวงของเขาซึ่งเห็นได้ชัดแล้วนั้น สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นและค่อนข้างประทับใจในคลิปนี้ก็คือ นี่คือวงบลูส์จากบราซิลที่พูดภาษาอังกฤษยังติดสำเนียงละตินแต่เป็นที่รู้กันว่าเป็นวงที่เล่นบลูส์ในแบบเทรดิชั่นได้อย่างไม่มีที่ติ กำลังเล่นเพลงฮิตจากปี ’52 ของ Rosco Gordon ในร้านอาหารในเมือง St. Louis ให้กับลูกค้าซึ่งเป็นอเมริกัน (ใช่ครับ! Blues City Deli คือร้านอาหารที่ดังเสียด้วย แต่บังเอิญว่าเจ้าของดันเป็นแฟนบลูส์ตัวยงเลยมักจะจัดงานเชิญนักดนตรีที่เขาชื่นชอบมาเล่นอยู่เรื่อยๆ) และที่สำคัญมันเกิดขึ้นในเวลากลางวัน จากคลิปที่ผมแปะไว้ด้านบนซึ่งดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าแทบทุกบริบทนั้นแตกต่างไปจาก set up เดิมๆสำหรับการออกไปฟังบลูส์ในแบบที่เราคุ้นชินกันพอสมควร แต่หากทุกอย่างที่พอเหมาะพอเจาะมารวมกัน(นักดนตรีที่ดี, ผู้ฟังที่เข้าใจ, เจ้าของสถานประกอบการที่พร้อมสนับสนุน) ช่วงเวลาดีๆที่มีดนตรีบลูส์เป็นแบ็คกราวนด์ก็เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา  

สำหรับในบ้านเรานั้นไม่รู้ว่าเริ่มที่ไหน เมื่อไหร่ แต่เราๆท่านๆก็ชินกับภาพของบลูส์คลับที่เต็มไปด้วยขี้เมาและควันบุหรี่ set list ที่แต่ละวงมีนั้นก็มักจะมีเพลงซ้ำกันอยู่ไม่มากก็น้อยจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ สร้างสถานการณ์ที่แทบไม่มีตัวเลือกให้กับทั้งนักดนตรีและผู้ฟัง มันเป็นงูกินหางครับไม่มีที่มาที่ไปไม่มีใครผิด นักดนตรีไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆเพราะกลัวลูกค้าไม่สนใจ ลูกค้าก็เลยรู้จักเพลงน้อยลงๆเพราะนักดนตรีเล่นแต่เพลงเดิมๆ เป็นวงจรที่ไม่สร้างสรรค์เลยครับสำหรับนักดนตรีที่อยากเล่นดนตรีจริงจัง โดยเฉพาะแนวดนตรีที่เป็นกระแสรองอยู่แล้วอย่างดนตรีบลูส์ ทั้งๆที่ความหลากหลายในดนตรีบลูส์นั้นจริงๆแล้วมีอยู่มากพอให้เลือกฟังเลือกศึกษา และมันก็จะเป็นเรื่องดีมากๆถ้าขอบเขตของการเสพดนตรีบลูส์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเวลากลางคืนและ set list ซ้ำๆ อคูสติคบลูส์ในร้านกาแฟตอนกลางวันก็เข้าท่านะผมว่า หรือบลูส์แจมตอนบ่ายๆวันเสาร์หรืออาทิตย์นี่ถ้าถามผมตอนนี้คิดว่าน่าสนใจกว่าไปเดินจตุจักร ทุกวันนี้บางทีทางเข้ามันก็มีแค่ทางเดียวแคบๆอย่างมือกีตาร์ถ้าเล่นไม่ได้อย่าง SRV, Hendrix, Clapton แทบไม่กล้าขึ้นแจม บางทีก็ชวนสงสัยว่าแล้วถ้ามันมีใครที่ชอบต่างไปจากนี้ล่ะ? ชีวิตนี้บางทีวันก็สั้นเกินกว่าจะไปทำตามมาตรฐานที่ใครก็ไม่รู้ตั้งไว้นะครับ ลองคิดง่ายๆถ้ามีวงหลายๆวงที่ศึกษาในแต่ละแนวทางให้เกิดเป็นสุ้มเสียงเฉพาะของวงไปเลยก็คงน่าสนใจดีวงนี้เล่น Swamp Blues, วงนี้เล่น Swing Blues, วงนี้เล่นบลูส์ร็อค, วงนี้เล่นคลาสสิคบลูส์ ถ้าเมื่อไหร่มีอย่างนี้ได้วงการบลูส์คงคึกคักน่าดูครับ  

เขียนมาจนใกล้จบก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ได้เขียนตำหนิความเป็นไปของวงการนะครับ แต่เขียนด้วยความหวังว่าหากมีวงดนตรีใหม่ๆ หรือสถานประกอบการไหนที่อยากจะลองมองนอกกรอบทำอะไรใหม่ๆแทนที่จะมองมุมเดียวว่าความแตกต่างเป็นเรื่องเสี่ยง แต่บางทีการหลีกหนีจากความจำเจมาเริ่มทำอะไรใหม่เป็นคนแรกๆอาจจะให้ผลลัพธ์ที่คุณคาดไม่ถึงก็ได้ อย่างเขาว่าเป็นหัวหมาดีกว่าเป็นหางเสือครับ.

Blow Wind Blow

Blow Wind Blow

Blow Wind Blow

วันนี้ไม่ทราบว่าลมฟ้าอากาศที่อื่นๆเป็นอย่างไรกันบ้างนะครับ แต่ที่นนท์ฯที่ผมอยู่นี่ออกจะผิดปรกติอยู่สักหน่อย หน้าฝนแท้ๆฟ้าก็มืดแต่ฝนดันไม่ยอมตก แต่ลมนี่พัดแทบไม่หยุดมาสามสี่วันแล้วครับ เห็นอย่างนี้เลยเอามาเป็นหัวเรื่องของคอลัมน์ “บลูส์รำพึง” ที่จะเขียนวันนี้เสียเลย   ลมพัดไม่หยุดแบบนี้สำหรับผมเพลงบลูส์เพลงนี้แว่บขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรกเลยครับ “Blow Wind Blow” เพลงของมัดดี้ วอเตอร์สที่อัดเสียงครั้งแรกไว้ในปี 1953 ครับ เพลงนี้นักดนตรีสายชิคาโก้บลูส์นำไปคัฟเวอร์กันบ่อยครับ เวอร์ชั่นอื่นๆที่น่าฟังก็จะเป็นของลูกศิษย์ลูกหา(หรือว่าลูกวงเก่า)ของมัดดี้ที่นำไปคัฟเวอร์หลังจากแยกตัวออกไปทำโปรเจคท์ของตัวเองนั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็น James Cotton, Jimmy Rogers, Mojo Buford, Sam Lay หรือ Mud Morganfield ลูกชายของมัดดี้เอง ส่วนคนดังที่สุดที่เคยนำเพลงนี้ไปคัฟเวอร์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนอีริค แคลปตันนั่นเองครับ  

เวอร์ชั่นที่ผมแนบมาในคลิปนี่เป็นช่วงของการกลับมามีชื่อเสียงเป็นระลอกสองของมัดดี้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระแส British Invasion ซึ่งตรงนี้ก็ตลกดีนะครับเพราะว่าคนที่เป็นเป็นแรงบันดาลใจให้วงอังกฤษเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Rolling Stones, Cream, Jimi Hendrix, John Mayall ก็คือมัดดี้และกลุ่มนักดนตรีจาก Chess Records นั่นเอง  

พูดถึงลักษณะการทำวงของมัดดี้นี่จะว่าไปก็เด่นอยู่อย่างหนึ่งคือลักษณะการเป็นจ่าฝูงเป็นผู้นำของเขานี่ชัดเจนมากๆครับ บารมีของเขานั้นรู้สึกได้จริงๆ และการเลือกนักดนตรีมาร่วมวงไม่ว่าจะตำแหน่งไหน และในยุคสมัยไหนนั้นจัดได้ว่าสายตาแหลมคมเสมอ ตั้งแต่วงแรกของมัดดี้ที่อัดเพลงให้กับ Chess Records จนมาถึงวงสุดท้ายนั้นนักดนตรีทุกตำแหน่งเรียกได้ว่าตำนานของวงการจริงๆครับ ลองไล่กันเล่นๆนะครับเอาแค่มือฮาร์โมนิก้าก็จะมี Little Walter, Junior Wells, Big Walter, George Smith, James Cotton, Mojo Buford, Paul Oscher, Carey Bell, Jerry Portnoy ทุกคนจบจากสถาบันมัดดี้ไปนี่เรียกได้ว่าระดับหัวหน้าวงกันทั้งนั้นครับ หากท่านผู้อ่านสนใจก็ลองติดตามหางานฟังเรียงชื่อไปเลยครับ แล้วลองเช็คเครดิตดูว่าใครเป็นใคร ใครมาช่วยงานของใคร เราจะได้เห็นภาพ Family Tree ของชิคาโก้บลูส์ที่มีภาพของมัดดี้เป็นปู่ทวดชัดเจนเลยครับ

ลองมาดูในคลิปนี้ซึ่งเป็นคลิปที่มาจากการแสดงสดในปี 1976 ที่ Dortmund, Germany เรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็คือการรวมวงในแบบชิคาโก้แท้ๆที่มัดดี้และเพื่อนๆนักดนตรีเป็นคนวางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ Chess Records ครับ จะเห็นได้ว่าเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปีมัดดี้ก็ยังทำวงเหมือนเดิมครับ พลังและเสน่ห์ของชิคาโก้บลูส์ก็ไม่ได้ลดลงไปเลย เสน่ห์ที่ว่านั้นมาจากการที่ทำแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ล้ำขอบเขตของคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันตัวโน้ตเหล่านั้นก็สอดประสานกันอย่างถูกที่ถูกทาง มัดดี้เองมักจะเล่นกีตาร์ไฟฟ้าในลักษณะเดียวกันกับที่เขาเคยเล่นอคูสติคซึ่งหลักๆก็คือการ accompany การร้องของตัวเองนั่นเอง ความแข็งแรงของริทึ่มนั้นสร้างมาจากด้านหลังของวงซึ่งในที่นี้ก็คือ Willie “Big eyes” Smith มือกลองและ Calvin Jones มือเบส ซึ่งการเล่นของทั้งคู่นั้นจะเน้นการสร้างริทึ่มที่กระชับและแข็งแรงตรงไปตรงมามากกว่าที่จะสร้างอะไรที่ซับซ้อน ในขณะที่ Bob Margolin มือกีตาร์และ Pinetop Perkins มือเปียโนก็จะเป็นตัวเชื่อมเติมเต็มช่องว่างระหว่างริทึ่มและการซัพพอร์ตมัดดี้ ส่วน Jerry Portnoy นั้นก็จะเล่นในลักษณะถาม – ตอบกับ phrasing ในการร้องของมัดดี้ตลอดเวลา อยากให้ผู้อ่านลองสังเกตุดูครับ ทั้งหมดนี้เมื่อเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน มันคือความสวยงามของชิคาโก้บลูส์ครับ ความกระชับ ความสร้างสรรค์ที่อยู่ในความมีระเบียบ พลังที่อยู่ในขอบเขต และนี่คือศาสตร์บลูส์แห่งเมืองเหนือที่มัดดี้เป็นคนวางรากฐานเอาไว้ครับ

รายชื่อนักดนตรีในคลิป Muddy Waters(V,Gt), Bob Margolin(Gt), Calvin Jones(B), Pinetop Perkins(Pn), Jerry Portnoy(H), Willie “Big eyes” Smith(D)

Fenton Robinson – Mellow Guitar Genius

Fenton Robinson – Mellow Guitar Genius

Fenton Robinson – Mellow Guitar Genius

วันนี้ผมนั่งฟังรายการ Lovin’ Blues Radio (เทปที่สาม) ที่คุณป๊อปจัด ฟังไปได้ถึงเพียงเพลงที่สองที่คุณป็อปเลือกมาก็ต้องนึกแปลกใจผสมดีใจว่าโอ้โฮนี่มีคนที่รสนิยมตรงกับเราขนาดนี้ ทั้งๆที่เพลงที่ผมเลือกมาฟังหรือเล่นกับที่วงบางทีก็เลือกกึ่งทำใจว่าถึงเราจะคิดว่ามันเป็นเพลงที่ดีแต่บางทีอาจจะเข้าถึงยากเกินไปสำหรับลูกค้าหลายๆท่าน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอามาเล่น เพราะฉะนั้นอารมณ์แบบนี้เวลาเจอคนคอเดียวกันมันดีใจบอกไม่ถูกครับ

เพลงที่สองของเทปนี้คุณป๊อปเปิดเพลง You Don’t Know What Love Is ของ Fenton Robinson ซึ่งบังเอิญช่วงหลังผมเองก็เล่นเพลงนี้กับที่วงบ่อยมาก เลยจะถือโอกาสพูดถึงศิลปินคนนี้สักหน่อยครับ เรื่องราวชีวิตของเฟนตันในฐานะนักดนตรีบลูส์นั้นอันที่จริงสรุปให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เป็นศิลปินฝีมือดีที่เหมือนโชคไม่ดีอยู่ผิดที่ผิดเวลา ไม่ได้กลายเป็นที่รู้จักและจดจำเหมือนเพื่อนร่วมรุ่นทั้งที่ฝีมือใกล้เคียงกัน อันที่จริงเขาเองนั้นนับว่ารุ่นไม่ห่างกันมากกันนักร้องบลูส์ระดับแถวหน้าอย่าง B.B. King และ Bobby Blue Bland เป็นหนึ่งในกลุ่มนักดนตรีบลูส์จากมิสซิสซิปปี้ที่ไปแสวงโชคในชิคาโก้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่กลุ่มแรกๆที่ขึ้นไปจากตอนใต้(อย่างเช่นกลุ่มที่ไปอยู่กับ Chess Records) แต่ก่อนจะขึ้นไปนั้นเขามีชื่อเสียงระดับท้องถิ่นอยู่แล้วจากการออกอัลบั้มในเทนเนสซี ก็ถือได้ว่าเขานั้นไม่ถึงกับลำบากขนาดยากจนข้นแค้นแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จจนดังเปรี้ยงปร้างอย่างเพื่อนร่วมรุ่นหลายๆคน

สไตล์ของเขานั้นค่อนข้างนุ่มนวล สุภาพ และมักจะเด่นไปที่เพลงช้า (Slow Blues) ซึ่งก็มักจะอยู่ในโทนเสียงไมเนอร์ทำให้ภาพลักษณ์ของการเป็นนักร้องสไตล์เศร้าเหงาอาจจะติดตัวเขาอยู่สักหน่อย แต่ถ้ามองภาพรวมว่าในวงการบลูส์นั้นมีศิลปินที่ขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมน testosterone เป็นส่วนใหญ่แล้วนั้น การมีศิลปินสไตล์นุ่มลึกแบบเฟนตันก็เป็นทางเลือกในการฟังที่ควรรู้จักไว้เหมือนกันครับ เพลงสร้างชื่อของเขาเป็นเพลงช้าแทบทั้งหมดครับไม่ว่าจะเป็น As The Years Go Passing By, You Don’t know What Love Is, Somebody Loan Me A Dime เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งมักจะถูกนำไปคัฟเวอร์โดยศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเฟนตันเองแทบทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Albert King, Jeff Healy, Boz Scaggs & Duane Allman, Rick Derringer, Sean Costello, Gary Moore หรือแม้กระทั่ง Santana เป็นต้น

คลิปที่เลือกมาให้ฟังอันนี้คือเพลงไตเติ้ลแทร็คจากอัลบั้ม Somebody Loan Me A Dime อัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเขาซึ่งออกกับ Alligator Records ในปี 1974 ครับ.

Sonny Boy Williamson II

Sonny Boy Williamson II

Sonny Boy Williamson II

เมื่อก่อนตอนสมัยที่ผมเพิ่งฟังบลูส์มายังไม่นานมาก นอกจากเหล่ากีตาร์ฮีโร่สายบลูส์ทั้งหลายที่ทุกคนต้องรู้จัก จะให้ย้อนกลับไปถึงต้นตอของบลูส์เอาเข้าจริงๆตอนนั้นก็นึกออกอยู่ไม่กี่ชื่อ Robert Johnson, Muddy Waters, Three kings, Buddy Guy พวกนี้มองย้อนกลับไปจริงๆแล้วก็ต้องโทษนิตยสารดนตรีต่างๆอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะถึงแม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้เข้าถึงข้อมูลที่เราไม่เคยได้รู้(สมัยนั้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตยังเข้าถึงไม่ง่ายเหมือนตอนนี้) แต่ก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน ที่จำกัดเรื่องราวให้เรารับรู้วนๆเวียนๆอยู่แค่ Jimi Hendrix, SRV, เรื่องการค้าทาส, ขายวิญญานตรงทางแยก, ฯลฯ เหตุผลก็ง่ายๆตรงที่ว่าเรื่องพวกนี้มันขายง่าย วัยรุ่นอ่านแล้วมันซูซ่าอยากไปหยิบกีตาร์มาฝึกโซโล่ แต่บ่อยเข้าหรือนานๆเข้าพวกนี้จริงๆมันก็พาเราไปถึงทางตันที่น่าเบื่อได้เหมือนกัน ให้นึกสงสัยว่า เอ๊ะ บลูส์มันมีแค่นี้จริงๆหรือยังไง

ศิลปินในกลุ่ม Blues Masters รุ่นใกล้เคียงกันกับ Muddy Waters ที่มีชื่อเสียงรองๆลงไปคนแรกที่ผมได้ฟังและประทับใจมากและอยากเอามาพูดถึงคือ Sonny Boy Williamson II(Alex Rice Miller) มือฮาร์โมนิก้าฝีมือดีที่นิสัยส่วนตัวอาจจะกวนเบื้องล่างของใครต่อใครในยุคนั้นอยู่สักหน่อย เรื่องราววีรกรรมของเขานั้นเยอะครับ เพราะความที่เป็นคนตุกติก ติดเหล้า และนิสัยเรื่องผู้หญิงนั้นก็มักจะสร้างปัญหาให้ตัวเองอยู่เรื่อย ยกตัวอย่างวีรกรรมอันดับแรกก็ต้องพูดถึงที่มาของชื่อของเขาสักหน่อย ชื่อจริงของเขานั้นอยู่ในวงเล็บซึ่งก็คือ Rice Miller ส่วนชื่อ Sonny Boy Williamson นั้นที่ต้องมีหมายเลขสองต่อท้ายก็เพราะเขาไปสวมรอยเอาชื่อคนอื่นมาใช้ครับ! เรื่องของเรื่องคือตอนที่เขาเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาในเมืองมิสซิสซิปปี้ในฐานะมือฮาร์โมนิก้านั้น ในชิคาโก้นั้นก็มีมือฮาร์โมนิก้าฝีมือดีชื่อ Sonny Boy Williamson อยู่แล้ว คนนี้นี่ฝีมือดีถึงขนาดเรียกว่าบิดาของบลูส์ฮาร์โมนิก้าเลยก็ว่าได้ ส่วน Rice Miller ขณะนั้นจะเห็นเป็นโอกาสหรืออย่างไรไม่ทราบได้ก็ถือโอกาสประกาศกับเจ้าของเฟสติวัล ผู้ว่าจ้างทั้งหลายในแถบมิสซิสซิปปี้ว่าเขานี่แหละคือ Sonny Boy Williamson แต่เนื่องจากเมืองทั้งสองนั้นอยู่ไกลกันมากจนคนสมัยนั้นแทบไม่มีทางรู้ กว่าเรื่องจะไปถึงหู Sonny Boy ตัวจริง Rice Miller ก็ได้กลายเป็น Sonny Boy ไปแล้วเรียบร้อย เกิดเป็นความสับสนอยู่พักใหญ่จนต่อมาบริษัทแผ่นเสียงจึงตัดสินใจใส่หมายเลขหนึ่ง และสองต่อท้ายชื่อของทั้งคู่เพื่อแก้ปัญหา อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขานถึงนิสัยตุกติกตรงข้ามกับฝีมือที่ไม่เป็นรองใครก็คือเรื่องที่เขาไปรับงานจ้างมาให้เอาวงไปเล่นที่ Juke Joint เงินก็รับเขามาสำหรับทั้งวง คนในวงก็เตรียมตัวกันไปเล่นที่งาน ไปถึงหน้างานก่อนงานเริ่มเขาก็ดันไล่สมาชิกออกทั้งวงเสียอย่างนั้น อ้างเหตุผลต่างๆนานา แล้วเขาก็ไปบอกเจ้าของงานว่าร้านแค่นี้เขาคนเดียวก็เอาอยู่สบายๆ เรื่องของเรื่องคือเขาทำได้เสียด้วย สุดท้ายคือรับงานราคาเต็มวง แต่เข้าไปเล่นคนเดียว ค่าจ้างรับเต็มๆคนเดียว! คนแบบนี้ก็มีครับ แสบจริงๆ

พูดเรื่องนิสัยส่วนตัวของเขาไปพอประมาณก็ขอพูดถึงผลงานดนตรีของเขาสักหน่อย ศิลปินนี้เป็นคนแรกครับสำหรับผมที่ทำให้เริ่มเห็นว่าบลูส์นั้นไม่ต้องดัง ไม่ต้องตะคอก ตะโกน ก็เสียวสันหลังวาบได้ สไตล์ของเขานั้นกึ่งร้องกึ่งพูด เป่าฮาร์พไม่ดัง แต่สำเนียงและเทคนิคดี ทั้งร้องทั้งเป่าสื่อความหมายได้ชัดเจนมากครับ หลายๆเพลงที่เนื้อเพลงพูดถึงคนอารมณ์หมิ่นเหม่ที่จะก่ออาชญากรรม หรือทำอะไรไม่ดีนี่บางทีผมเชื่อสนิทใจ เพราะมันรู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้แสดงเป็นใครอื่น มันมาจากคนที่เป็นแบบนั้นจริงๆ พูดอย่างไรก็ร้องและเล่นออกมาอย่างนั้น ตามขนบดั้งเดิมของบลูส์เลยก็ว่าได้ นอกเหนือไปจากนั้นหลายๆเพลงของเขานั้นก็ดีเข้าขั้นเป็นบลูส์สแตนดาร์ดครับ ถึงจะไม่ได้ถูกนำมาเล่นบ่อยครั้งเท่าเพลงของ Muddy Waters แต่เพลงอย่าง Help Me, Don’t start Me To Talking, Eyesight To The Blind ก็น่าจะผ่านหูแฟนเพลงบลูส์กันมาบ้างไม่เวอร์ชั่นใดก็เวอร์ชั่นหนึ่ง และเรื่องสุดท้ายที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือลีลาบนเวทีของเขาครับ อย่างที่บอกไปข้างต้นครับว่าแนวการเล่นการร้องของเขานั้น ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก ออกไปทางกึ่งร้องกึ่งพูดเสียด้วยซ้ำ บุคลิกบนเวทีและการแต่งตัวของก็เหมือนการเล่นของเขายังไงยังงั้นครับ ไม่ว่าจะเป็น Suitcase, ร่ม, Bowler hat ที่เขามักจะต้องถือขึ้นเวทีเพื่อเป็นพร็อพการแสดง ย้ำนะครับ เพื่อเป็นพร็อพเท่านั้น! การพูดหรือร้องที่บางครั้งตั้งใจเบาจนทั้งสตูดิโอต้องเงี่ยหูฟัง บทจะโชว์ฝีมือขึ้นมาบางครั้งเขาก็เอาฮาร์โมนิก้ายัดใส่ปากแล้วเป่าโดยไม่ใช้มือ หรือแม้กระทั่งเป่าทางจมูกก็ทำมาแล้ว! ถือเป็น One of a kind จริงๆครับ น่าเสียดายว่าเขานั้นไม่ชีวิตอยู่ไม่นานมาก เสียชีวิตเมื่ออายุห้าสิบกว่าๆเนื่องจากสภาพร่างกายไม่แข็งแรงอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากลักษณะการใช้ชีวิตอันหนักหน่วง ไม่เช่นนั้นคงมีงานดีๆให้เราได้ย้อนกลับไปติดตามมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวเล็กๆน้อยๆของยอดมือฮาร์โมนิก้าตัวแสบคนนี้ที่อยากเอามาเล่าสู่กันฟังครับ.

B.B. King – Live at the Regal

B.B. King – Live at the Regal

B.B. King – Live at the Regal

ถ้าจะพูดถึงนักดนตรีบลูส์ที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลกับนักดนตรีรุ่นหลังมากที่สุดก็เห็นจะไม่มีใครเกิน B.B. King ถ้าไม่นับว่าบีบีถือเป็นคนที่สุขภาพดีมีอายุยืนยาวส่งผลให้ได้ทำงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านหลายยุคหลายสมัยแล้ว วิธีการเล่นและร้องของเขาถ้าเทียบกับเหล่าศิลปินระดับตำนานในยุคเดียวกันนั้น จะเห็นได้ว่าดนตรีในลักษณะของบีบีคิงนั้นจะมีความร่วมสมัยอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ตาม จนอาจจะพูดได้ว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดนตรีของเขานั้นมีอิทธิพลมากต่อวงการบลูส์ เพราะลักษณะที่ร่วมสมัยนั้นเป็นปัจจัยเชื่อมสำคัญที่ทำให้นักดนตรีจากต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมรู้สึกได้ว่าบลูส์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของคนดำจากตอนใต้เพียงอย่างเดียว ใครๆก็สามารถเข้าถึงบลูส์และตีความบลูส์ในแบบของตนได้ นอกจากนี้ดนตรีที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าบลูส์แบบ traditional ก็ยังเป็นการเปิดประตูบานใหม่ สร้างกลุ่มผู้ฟังใหม่ๆ และเบิกทางไว้ให้กับนักดนตรีรุ่นหลังๆได้มีโอกาสสร้างงานและถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ผมเชื่อแน่ๆว่าหลายท่านๆที่เป็นแฟนดนตรีบลูส์จะมีอัลบั้มของบีบีคิงอยู่ในครอบครองจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่ถ้าทันซื้อกันก็อาจจะเป็นอัลบั้มที่ออกมาตั้งแต่ช่วงยุค 90’s เรื่อยมาจนอัลบั้มสุดท้ายก่อนที่เขาจะเสียชีวิต แต่อัลบั้มที่ผมอยากจะแนะนำวันนี้คืออัลบั้มที่ออกมาตั้งแต่ปี 1965 ครับ ชื่อว่า Live At The Regal ถ้าถามว่าทำไมต้องอัลบั้มนี้ ทั้งๆที่อัลบั้มอื่นที่ดีๆก็เยอะมาก ก็ต้องบอกเลยครับว่าเวลาผมอ่านบมสัมภาษณ์นักดนตรีบลูส์ระดับแถวหน้าของวงการทีไร ไม่ว่าจะเป็น Eric Clapton, John Mayall, Mark Knopfler, John Mayer , Jimmie Vaughan และศิลปินอื่นๆอีกหลายคนนั้น หากมีการพูดถึงบีบีคิงก็ต้องมีชื่ออัลบั้มนี้เอ่ยขึ้นมาแทบจะร้อยทั้งร้อยในฐานะอัลบั้มที่เป็นแรงบันดาลใจ

ตรงนี้หากท่านลองไปฟังจะเห็นได้ชัดเจนครับว่าต่างกับภาพของบีบีที่เราคุ้นเคยในยุคหลังๆพอสมควรเลยทีเดียว บีบีในปี 65 นั้นเพิ่งจะอายุสี่สิบ ยังยืนไหวไม่ได้นั่งเก้าอี้อย่างที่เราคุ้นเคยกันในช่วงหลัง เป็นนักร้อง นักเล่าเรื่องในภาษาบลูส์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งในวงการ และเล่นกีตาร์ดุดันกว่าที่เราๆอาจจะคุ้นเคยกันพอสมควรเลยครับ ทั้ง tone และ phrasing นับว่าเป็นอัลบั้มที่ดิบเอาเรื่อง แต่ก็เต็มไปด้วยพลังงาน โดยเฉพาะการโต้ตอบระหว่างบีบีเอง และคนดูใน Regal Theater ก็ยิ่งทำให้ได้บรรยากาศมากขึ้นไปอีก ตรงนี้ถ้าผู้อ่านท่านไหนมีเครื่องเสียงดีๆ เบียร์เย็นๆถือไว้ในมือ หลับตาลงพาลอาจจะจินตนาการไปได้จริงๆครับว่าเรานั้นนั่งอยู่ในบลูส์คลับหรือไม่ก็ไปอยู่ในคอนเสิร์ตตรงนั้นกับเขาด้วยจริงๆ

อัลบั้มนี้ครบเครื่องจริงๆอย่างที่เขาว่ากันครับไม่ว่าท่านจะเป็นแฟนเพลงบลูส์ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน หรือนักดนตรีที่ต้องการศึกษาบลูส์จากหนึ่งในอัลบั้มที่ดีที่สุดของตำนานบลูส์ที่ชื่อ B.B. King คนนี้ แนะนำให้หามาไว้ในครอบครองครับ